ภาค 2: กลุ่มผู้เป็นภัยต่ออธิปไตยราชอาณาจักรไทย

ในฐานะเป็นพันธมิตรแรกของสหรัฐในทวีปเอเซีย ความสัมพันธ์นี้ไร้ค่าและสหรัฐพร้อมโยนไทยใต้ท้องรถหากความสัมพันธ์กับจีนเข้มแข็ง...แม้จะเป็นการตัดสินที่ดีสำหรับประเทศเรา

ในภาพกว้าง สงครามเพื่อเป็นมหาอำนาจโลกระหว่างจีนกับสหรัฐกำลังมีผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างมาก เพราะประเทศไทยมีคุณสมบัติมหาศาลในเชิงภูมิศาสตร์ เป็นศูนย์กลางของอาเซียนโดยธรรมชาติ แต่เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่แปลกใหม่ สิ่งที่ประเทศไทยไม่ได้เผชิญมาเกือบร้อยปีคือแรงกดดันให้เลือกข้าง คณะทูตของประเทศไทยโดยรวมแล้ว ได้ประสบความสำเร็จมาตลอดในการสร้างความสมดุลด้านความสัมพันธ์กับกลุ่มมหาอำนาจ เมื่อโลกเริ่มยอมรับว่าสหรัฐกำลังหมดความสำคัญทางเศรษฐกิจโลกเทียบกับจีน สหรัฐพร้อมทำทุกอย่างเพื่อสกัดกั้นการขยายตัวของจีน…แล้วไทยต้องเจ็บหากเป็นมิตรที่ดีกับจีน?

ขั้นตอนแรก:

กลยุทธ์แรกที่ไม่ต้องใช้งบหรือทรัพยากรเยอะ คือหาวิธีให้รัฐบาลใหม่ของประเทศไทยเลือกที่จะอยู่ข้างของสหรัฐ ซึ่งถ้าดูจากการรายงานต่างประเทศแล้ว สื่อมีการเอนเอียงมาตลอดตั้งแต่ พล. อ. ประยุทธ์ เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี มีอีกหลายประเทศที่กำลังเผชิญกับสถานการณ์ทางการเมืองคล้ายประเทศไทย แต่ฝั่งตะวันตกให้ความสำคัญกับประเทศไทยเป็นพิเศษเพราะผลประโยชน์ทับซ้อน

หากย้อนดูประวัติการซื้อปุอกรณ์ทางทหาร ประเทศไทยได้พึ่งพาสหรัฐมายาวนานตั้งแต่สมัยสงครามโลก ช่วงสงครามเวียดนามและหลายปีต่อมา การที่รัฐบาล พล. อ. ประยุทธ์เริ่มหันมาซื้ออุปกรณ์จากจีน เพียงเป็นการพัฒนาความสัมพันธ์ที่ขาดลอยต่อจากรัฐบาลก่อน

อย่าคิดว่าการรายงานของสื่อยักษ์ใหญ่จะมีความโปร่งใสเสมอ แต่เพราะคนให้น้ำหนักกับสื่อตะวันตกมันจึงกลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองทั่วโลกได้อย่างง่ายดาย สังเกตได้ว่าทุกครั้งที่ BBC, CNN, The Economist, หรือ Washington Post ทำข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองไทย หรือปัญหาเกี่ยวกับประชาธิปไตย สื่อได้มีการตัดต่อและป้ายสีอย่างต่อเนื่อง เช่น เลือกที่จะไม่ขยายความว่าทำไมคุณทักษิณหรือคุณยิ่งลักษณ์ถึงโดนขับไล่แต่จำกัดความไว้เพียง “โดนรัฐประหาร” และมีการป้ายสีว่ามีแต่ “สังคมสูง” ที่ต้องการล้มทักษิณโดยซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่จริง ปัญหาเรื่องคดีทุจริตคอรัปชั่น หรือ การใช้อำนาจในทางที่ผิดของรับบาลฝั่งทักษิณแทบไม่เคยปรากฎให้เห็นบนสื่อตะวันตก

การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยไม่ใช่ประเด็นหลักของสหรัฐ แต่ถูกใช้เป็นข้ออ้างเพื่อแทรกแซงการเมืองประเทศอื่นเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว เพราะถ้าดูอย่างประเทศเวียดนาม ซึ่งเป็นระบบคอมมิวนิสต์เต็มตัว สื่อตะวันตกไม่เคยเห็นกดดันให้มีการเปลี่ยนระบบการปกครองหรือเร่งรัดให้จัดตั้งรัฐบาลใหม่อย่างที่ทำกับประเทศไทย เพราะเวียดยามเป็นพันธมิตรกับสหรัฐอย่างเต็มตัว การสนับสนุนคุณทักษิณจึงไม่มีความเกี่ยวข้องกับความถูกต้อง แต่เป็นโอกาสร

ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่ารัฐบาลทุกยุคมีปัญหากันหมด แต่การจำกัดความในปมปัญหาของฝั่งใดฝั่งนึง แทนที่จะเสนอทั้งสองด้าน จะสร้างผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศในระยะยาว และจะปิดบังอำนาจมืดของฝ่ายตรงข้ามระหว่างที่ “พวกเขา” คอยปั้นภาพลักษณ์จอมปลอมที่เรียกกันว่า “ฝั่งประชาธิปไตย”

ขั้นตอนที่ 2:

หากรัฐบาลไทยชุดต่อไปเป็นรัฐบาลที่ไม่ประสงค์จะร่วมมือกับสหรัฐเป็นหลัก และการใช้สื่อไม่ประสบความสำเร็จ สหรัฐพร้อมที่จะยกระดับสร้างแรงกดดันผ่านกระบวนการอื่น เช่น การใช้องค์การนอกภาครัฐ หรือ NGO มาเป็นเครื่องมือทางการเมือง ปัญหาต่าง ๆ เช่น สถิติเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ ปัญหายาเสพติด หรือแม้กระทั่งปริมาณมลพิษจะถูกตีแพร่ออกมาให้เป็นประเด็นสำคัญในสื่อทั่วโลก เพื่อสร้างผลกระทบต่อการลงทุนจากต่างชาติ แต่จุดที่จะสร้างผลกระทบได้มากที่สุดคือการสร้างภาพว่าให้รัฐบาลไทยดูไม่มั่นคงและไม่น่าไว้วางใจ

อย่าลืมว่าประเทศไทยได้ประสบความสำเร็จในการสร้างความสมดุลกับมหาอำนาจต่าง ๆ มาโดยตลอด และมีเจตนาสร้างผลประโยชน์ให้กับทุกฝ่ายอย่างเสมอภาคโดยไม่มีใครมาบังคับให้เลือกฝ่ายใดฝ่ายหยึ่งอย่างทุเรศเท่าปัจจุบันผ่านการหยิบเศณษฐกิจและความปรองดองระหว่างประชาชนมาเป้นตัวประกัน และประเทศไทยไม่จำเป็นต้องคุกเข่าให้กับประเทศที่เข้ามาแทรกแซงเรื่องภายในของประเทศไทยโดยไม่ชอบธรรม

การพัฒนาความสัมพันธ์กับประเทศจีนเป็นเรื่องที่ดีสำหรับประเทศไทยในทุกวิถีทาง และการสร้างความวุ่นวายของฝั่งตรงข้ามเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง เพราะคำพูดของบางฝ่ายมีน้ำหนักมากพอที่จะทำให้ประเทศไทยไม่ก้าวหน้าและตกอยู่ในวิกฤต ถึงแม้จะพยายามเท่าไหร่ที่จะทำให้มันดี

 

หลักฐานการตัดต่อข้อมูลหรือการเอนเอียงเข้าข้างทักษิณ

https://edition.cnn.com/2019/02/08/asia/thailand-election-princess-candidate-intl/index.html

https://www.economist.com/asia/2019/02/09/a-royal-rumour-upends-thai-politics

https://www.aljazeera.com/news/2019/03/thailand-neglected-northeast-hopes-election-miracle-190319015907067.html

https://www.bbc.com/news/world-asia-47620749

https://www.washingtonpost.com/